Get PR advice to
grow your business

for FREE!!

Free advice. CLICK!!

blog


READ MORE

อุปนิสัยที่ยิ่งใหญ่ เบื้องหลังความสำเร็จของชีวิต
‘คนจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อยึดหลักคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต’

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ และอาจเคยสงสัยว่า ‘คุณธรรม’ เกี่ยวข้องอะไรกับความสำเร็จ? จะเอามาปรับใช้อย่างใรในชีวิต การค้า การขาย การตลาด? วันนี้ขอพักเรื่องกลยุทธ์การตลาด มาคุยเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน...

เคยไหมครับ ที่คุณต้องทำการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ที่รับประกันว่าสุดยอดแล้ว แถมยังใช้กลยุทธ์การตลาดที่มั่นใจสุดๆ ว่าเยี่ยมยุทธ์ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ล้มไม่เป็นท่า!!!

เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ แล้วคนที่ประสบความสำเร็จสูง อย่าง ‘ริชาร์ด แบรนสัน’ ‘อีลอน มัสก์’ หรือ’บิล เกตส์’ และอีกหลายต่อหลายคน พวกเขามีเคล็ดลับอะไรที่ช่วยพัฒนาความฉลาด และผลักดันพวกเขาให้ไปสู่จุดสูงสุดของความสำเร็จได้

บางทีมันก็ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ แต่ปัจจัยหลักๆ สำคัญที่หลายคนเชื่อก็คือ “วิธีคิด” หรือ mindset นั่นเอง สิ่งนี้แหละที่เป็นตัวชี้วัดของคนประสบความสำเร็จและคนล้มเหลว



วันนี้จึงขอนำเสนอ ‘อุปนิสัยที่ยิ่งใหญ่ หลักแห่งชีวิต 12 ประการ’ ซึ่งเป็นข้อสรุปหรือแนวคิดอันทรงคุณค่าที่นำไปสู่การปฏิบัติจากหนังสือที่ใช้ชื่อเดียวกัน ผลงานของ Dr. Stephen R. Covey ปรมาจารย์ด้านการบริหารผู้ล่วงลับ

ใจความสำคัญของหนังสือได้กล่าวถึงสิ่งที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิตด้วยการให้ความสำคัญกับ ‘คุณค่าภายใน’ ที่จะสามารถสะท้อนมุมมองความคิดของคนออกมาได้ โดยผู้เขียนได้ย้ำถึงหลักสำคัญที่ว่า เหตุผลของความสำเร็จไม่ใช่เพียงการนำเสนอ แต่จะต้องลงมือปฏิบัติ ให้รู้ลึกถึง ‘อุปนิสัยที่ยิ่งใหญ่’

สิ่งที่ ดร. โควีย์ ได้อธิบายเกี่ยวกับวิธีการดำเนินชีวิตที่จะไม่ถูกครอบงำจากปัจจัยภายนอก แต่ให้เน้นถึงความสำคัญของคุณค่าภายใน โดยใช้หลักแห่งชีวิต 12 ประการมาอธิบาย ซึ่งหลักการที่จะนำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ มีดังต่อไปนี้

การยึดหลักคุณธรรม
การอุทิศตน
การจัดลำดับความสำคัญของชีวิต
การรู้จักเสียสละ
การมีจิตบริการ
จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ
ความซื่อสัตย์
ความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลกัน
การให้คุณค่าแก่ความหลากหลาย
การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
การฝึกฝนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การเรียนรู้ด้วยการสอนผู้อื่น
บอกก่อนครับว่า หนังสือ ‘อุปนิสัยที่ยิ่งใหญ่ หลักแห่งชีวิต 12 ประการ’ เขียนโดย Stephen R. Covey เป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่ยังไม่เคยตีพิมพ์เป็นภาษาไทยมาก่อน บรรจุเนื้อหาความคิดบางส่วนที่ดีที่สุดที่ ดร. โควีย์ ได้เขียนไว้ระหว่างที่ตีพิมพ์หนังสือ 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง

ดร.โควีย์ กล่าวว่า การยึดหลักคุณธรรมคือหลักการข้อแรกและข้อสำคัญของการดำรงชีวิตที่มีคุณค่าภายใน บุคคลที่มีชีวิตโดยยึดหลักคุณธรรมทั้งภายในและภายนอกเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต พวกเขาจะเป็นบุคคลที่มีมโนธรรมและรู้จักผิดชอบชั่วดี

สรุปคือเราจะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อเรายึดหลักคุณธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตนั่นเอง ทำไมต้อง 12 ข้อ?

หลักแห่งชีวิต 12 ประการของ ดร.โควีย์ ได้กลั่นกรองมาจากงานวิจัยและประสบการณ์อันยาวนานของท่านเองที่ได้ร่วมงานกับคนหลายพันคนทั่วโลก ท่านได้กล่าวว่า หลักแห่งชีวิต 12 ประการ เป็นปัจจัยพื้นฐานและหลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีบางหัวข้อต้องถูกจัดเรียงตามลำดับ คุณจะสังเกตเห็นว่า ความซื่อสัตย์ เป็นรากฐานของความสำเร็จที่แท้จริง ถัดมาคือ การอุทิศตน ซึ่งเป็นหลักการที่ต้องเรียนรู้ในการทิ้งมรดกหรือการสร้างตำนานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมฝากไว้ให้คนรุ่นหลังนั้นต้องทำอย่างไร การปฏิบัติตามหลักการ การจัดลำดับความสำคัญของชีวิต ช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลากับบางสิ่งที่ไร้ประโยชน์

ขณะเดียวกัน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะทิ้งมรดกไว้ให้ชนรุ่นหลังโดยไม่ต้อง เสียสละส่วนตัว เมื่อเราเริ่มมีจิตอาสาและต้องการความช่วยเหลือหรือ การบริการ คนอื่นๆ เราก็จะค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจความหมายของหลักการข้อนี้ เราจะละทิ้งอีโก้ของตัวเองและเข้าใจความหมายของความสำเร็จที่แท้จริงได้



ในสังคมปัจจุบันเรามักจะพบกับผู้คนมากมายที่ขาด จิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่บุคคลที่เห็นแก่คุณค่าภายในนั้นจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยไม่ปัดความผิดให้กับผู้อื่น มีความเป็นธรรมและตรงไปตรงมา รู้จักรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง

ความซื่อสัตย์ คือ ผลที่เกิดจากการบริการคนอื่น ในขณะที่คุณอดทนในการให้บริการผู้อื่น คุณได้ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคุณและผู้อื่น ความซื่อสัตย์จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างกันอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องเสแสร้ง และสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์เชิงเกื้อกูลกัน ซึ่งมันก็คือกฎของการรักษาสมดุลธรรมชาติ เราจะได้รับการปฏิบัติอย่างที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่น

แก่นแท้ของหลักการ เราจะต้องเห็น คุณค่าของความหลากหลาย หากเราต้องการที่จะเร่งความสำเร็จให้เร็วขึ้น ธรรมชาติได้กำหนดไว้แล้วว่า สิ่งที่อ่อนแอกว่าต้องถูกกำจัดและผู้ที่แข็งแรงกว่าจะรอด ดร.โควีย์ไดกล่าวไว้ว่า “ถ้าคนสองคนมีความคิดเห็นที่เหมือนกัน ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคน” การใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของคนหลายๆ คนที่มีความแตกต่างกันจะทำให้เราอยู่ใกล้ความสำเร็จมากขึ้น

และหากเราขาดการพัฒนาตนเองและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เราต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมา เช่น ความถดถอย ไม่เจริญก้าวหน้า เราจึงควรเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนใหม่ด้วยการออกกำลังกาย การอ่าน ใช้เวลากับคนที่เรารัก ฝึกสมาธิ เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายแล้ว หากเราสามารถเข้าใจคุณค่าภายในจากการสอนผู้อื่น สิ่งนี้ไม่เพียงแค่ทำให้คุณเป็นตัวอย่างที่ดีเท่านั้น แต่คุณจะกลายเป็นแบบอย่างที่มีคุณค่าภายในที่ยิ่งใหญ่



…หลักแห่งชีวิต 12 ประการ ไม่ใช่สูตรลัดความสำเร็จ เพราะยังมีหลักการอื่นๆ นอกเหนือจากนี้อีกมาก

แต่หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้ คุณจะไม่มีวันพบกับความสำเร็จที่แท้จริงได้!

READ MORE

READ MORE

เยาวชนเหนือผุดไอเดียเก๋ผลิต “น้ำยาล้างจานรักษ์โลก”
เสียงหัวเราะ และความสนุกสนานแววตามุ่งมั่นของน้องๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล เกิดขึ้นในขณะที่กลุ่มรุ่นพี่ ม.4 รวมตัวกันมาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในชุมชนของตนเอง กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การแบ่งปันความรู้และรับทราบถึงปัญหาของโรงเรียนและชุมชนร่วมกันเท่านั้น พวกเขายังได้พยายามช่วยแก้ปัญหาเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ แรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นของเยาวชนชั้นมัธยมปลายเหล่านี้เกิดขึ้นจากน้องๆ ได้เข้าร่วมโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ก้าวเพื่อรักษ์” โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ในค่ายมุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนมีหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นายวิทูรย์ หมดสังข์ หรือ “น้ององค์” นักเรียนชั้น ม.4 จากโรงเรียนแม่ตื่นวิทยาคม จ.เชียงใหม่ ซึ่งเข้าร่วมค่ายภาคเหนือในโครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 4” ที่สวนป่าเขากระยาง จ.พิษณุโลก ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืนในค่ายทำให้วิทูรย์ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและปัญหาที่โรงเรียนแม่ตื่นวิทยาคมกำลังประสบ จึงได้คิดโครงการ “น้ำยาล้างจานสูตรรักษ์โลก” เพื่อผลิตน้ำยาล้างจานปลอดสารเคมี ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดดังกล่าว ได้รับการคัดเลือกและทุนสนับสนุนจาก ปตท.สผ. ในการทำโครงการ
น้ององค์อธิบายถึงที่มาของโครงการว่า ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งได้รับการปลูกฝังจากการเข้าค่าย PTTEP Teenergy ทำให้เขาตระหนักว่าน้ำทิ้งจากการล้างจานด้วยน้ำยาที่ผลิตจากสารเคมี ส่งกลิ่นและเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและยังเป็นอันตรายต่อร่างกายของนักเรียนเองด้วย หากปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นปัญหาต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อโรงเรียนและชุมชนในที่สุด เขาจึงริเริ่มรวบรวมเพื่อนๆ น้อง ๆที่ตระหนักถึงปัญหา มาหาทางช่วยกันแก้ไข น้ององค์จึงเกิดความคิดที่จะทำน้ำยาล้างจานใช้เองในโรงเรียนเพื่อช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน
น้ำยาล้างจานรักษ์โลกที่น้ององค์ร่วมกับเพื่อนผลิตขึ้นนี้ ได้สูตรมาจากครูที่ปรึกษาในโรงเรียน ซึ่งใช้ส่วนประกอบคือพืชและสมุนไพรท้องถิ่นที่สามารถนำมาทำน้ำยาล้างจานได้ เช่น ดอกอัญชัน ขมิ้น ตะไคร้ ใบเตยและกระเจี๊ยบ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยชำระคราบสกปรกให้กับภาชนะและยังหาได้ง่ายในท้องถิ่น
“บางครั้งของดีไม่จำเป็นต้องเป็นของราคาแพง เพียงแค่เปลี่ยนมุมมองและทดลองทำเราก็สามารถสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าด้วยตัวเองได้สำหรับขวดน้ำยาล้างจาน ผมก็นำขวดน้ำซึ่งเป็นของเหลือใช้ที่สามารถหาได้ทั่วไปในโรงเรียนและโดยนำขวดที่ถูกทิ้งมาใช้เป็นภาชนะใส่น้ำยาล้างจานน้ององค์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจในขณะที่ถ่ายทอดความรู้ในการทำน้ำยาล้างจาน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมราว 200 คน ทั้งเพื่อนนักเรียนและชาวบ้านชุมชน
โครงการ “น้ำยาล้างจานรักษ์โลก”ไม่เพียงแต่สามารถช่วยโรงเรียนแม่ตื่นวิทยาคมและรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เมื่อผลตอบรับดี ก็มีแผนจะเปลี่ยนน้ำยาล้างจานสไตล์ท้องถิ่นเป็นสินค้าประจำโรงเรียน และต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย น้ององค์กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
พลังของน้อง ๆ ในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในชุมชนให้ดีขึ้นครั้งนี้ เป็นกิจกรรมเล็ก ๆ กิจกรรมหนึ่ง ในฐานะแนวร่วมเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งได้รับการปลูกฝังจากค่าย "PTTEP Teenergy"และถูกนำมาปรับใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ชุมชนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม จิตสำนึกของน้องๆ ในการร่วมบำเพ็ญประโยชน์และช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวครั้งนี้ น่าจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในหลายพื้นที่สำหรับการริเริ่มทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ จิตสำนึกที่เริ่มจากเยาวชนกลุ่มเล็ก ๆ ในชุมชนจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาให้ขยายเป็นวงกว้างต่อไปในสังคมของเรา
Website: http://www.pttep.com Facebook:http://www.facebook.com/pttepplc

READ MORE

READ MORE

แต่งบ้านเสริมดวงเฮงรับปีจอ
DC Consultants และ โสสุโก้ ชวนแต่งบ้านเสริมดวงเฮงรับปีจอ

ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา หลายบ้านมีการจัดของไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคล รวมถึงทำความสะอาดบ้าน หรือจัดบ้านใหม่ตามความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ยประจำปี ดังนั้นวันนี้ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด ผู้ดำเนินการตลาดและการขายกระเบื้องปูพื้นและบุผนังตรา “โสสุโก้” จึงนำเคล็ดลับในการแต่งบ้านเสริมดวงต้อนรับปีจอมาฝากกัน

ตามความเชื่อสำหรับการตกแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยตำราจีนโบราณ การตกแต่งบ้านด้วยสิ่งของที่เป็นสิริมงคลเหล่านี้จะช่วยเสริมดวงในเรื่องที่แตกต่างกัน ด้วยเริ่มจาก “ทำบ้านให้โล่ง” เพื่อต้อนรับพลังงานดีๆ เพราะพลังงานคือสิ่งสำคัญที่สุดตามหลักฮวงจุ้ย สามารถเรียกเงินทอง และทำให้ผู้อยู่อาศัยมีแต่เรื่องดีๆ ดังนั้นควรจัดข้าวของต่างๆ ในบ้านให้เป็นระเบียบ พร้อมทำความสะอาดบ้านไม่ให้รกรุงรัง “บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ก่อนจะอันเชิญสิ่งที่เคารพนับถือเข้ามาบูชาภายในบ้าน ควรหาทิศทางและตำแหน่งการวางที่เหมาะสม ไม่ควรวางใกล้ห้องน้ำ ห้องซักรีด และโรงจอดรถ แนะนำให้นำอัญมณีต่างๆ มาประดับตกแต่งแท่นบูชาเพื่อเสริมสิริมงคล “ใช้สีที่สื่อถึงความร่ำรวยภายในบ้าน” สีแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคงจะเป็นสีทอง แต่ในความเป็นจริงไม่ต้องถึงกับทาสีผนังบ้านเป็นสีทองก็ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ชอบสีทองอาจเลือกใช้ของตกแต่งบ้านที่มีสีทอง หรือใช้กระเบื้องบุผนังหรือกระเบื้องปูพื้นที่มีดีไซน์ดูหรูหราแทน “เน้นตกแต่งด้วยลวดลายธรรมชาติ” ควรหาของประดับตกแต่งที่มีลวดลายธรรมชาติ จะช่วยดึงดูดทรัพย์และโชคลาภได้ เช่น ขอบโต๊ะที่มีลวดลายโค้งมนคล้ายคลื่นน้ำ ของตกแต่งทรงสูงเป็นตัวแทนธาตุไม้ หรือหากใครอยากตกแต่งมุมบ้านเป็นสวนเล็กๆ ก็สามารถใช้กระเบื้องดิจิตอลลายหินหรือลายหญ้ามาปูพื้น แล้วตกแต่งด้วยไม้มงคลต่างๆ จะช่วยดึงดูดความมั่งคั่งมาสู่คนในบ้านได้เช่นกัน

ใครที่กำลังวางแผนจัดบ้านใหม่และอยากเสริมดวงรับปีจอไปด้วย อย่าลืมนำเทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในการตกแต่ง เลือกชมสินค้าของโสสุโก้และอ่านคำแนะนำในการตกแต่งได้ที่เว็บไซต์ www.sosuco2008.co.th พร้อมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของ “กระเบื้องโสสุโก้” ได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “SOSUCO” สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-783-9898-99 และสามารถเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ได้ที่ www.online.sosuco.co.th

READ MORE

READ MORE

ถอดรหัสความสำเร็จ 3 แบรนด์เด่นแห่งปี
เข้าสู่ครึ่งปีหลัง เรามาลุ้นกันว่าเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกจะเดินไปทิศทางใด หลังจากต้องเผชิญกับความผันผวนจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงการลงประชามติขอถอนตัวจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit ที่ทุกคนทราบผลกันแล้ว ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับว่า ผลพวงที่จะตามมามีอะไรบ้าง จะกระทบกับไทยเรามากน้อยแค่ไหน
วันก่อน ไปร่วมงานที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ในฐานะ Commentator และวิทยากรบรรยายปิดหลักสูตรอบรม Super Brand Manager รุ่นที่ 30 ซึ่งจัดกันมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งเนื้อหาที่เข้มข้น รวมถึงกรณีศึกษาจากผู้บริหารมืออาชีพระดับประเทศ ที่ล้วนประสบความสำเร็จในการสร้าง
แบรนด์ โดยธีมหลักของปีนี้ คือ ‘เคล็ดลับวิธีปั้นของดีในมือ ให้ลือลั่น’ สิ่งที่น่าชื่นชม คือ บรรดานักการตลาดกว่า 30 ชีวิตที่มาร่วมเรียน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ล้วนเป็นระดับมืออาชีพ และมีมุมมองด้านการตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ต้องยกนิ้วให้ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดและผู้บริโภค การจัดทำ Market & Consumer Insight นั้นเรียกว่า ระดับมือพระกาฬกันเลยทีเดียว
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะนักการตลาดที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ดัง มาลงเรียนกันเองในหลักสูตรนี้ จึงทำให้มีข้อมูลที่เจาะลึกแบบหาไม่ได้ที่ไหน จึงขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง ในการ ถอดรหัสความสำเร็จของ 3 แบรนด์สินค้าที่กำลังมาแรงในยุคนี้ นั่นคือ ยามาฮ่า ข้าวพันดี และเบทาโกร อยากรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์เหล่านี้คืออะไร ตามผมมาครับ
เริ่มที่ ยามาฮ่า ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยมานาน ภาพรวมการตลาดปีนี้มียอดขายเติบโตขึ้นมาก โดยปัจจัยหนุนคือตลาดรถจักรยานยนต์ประเภทบิ๊กไบค์ขยายตัวแรงมาก ซึ่งยามาฮ่าสามารถทำตลาดตรงนี้ได้ด้วยการส่งบิ๊กไบค์ออกมาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม เพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้บริโภคและใช้สื่อออนไลน์ในการแนะนำศูนย์บริการเพื่อเป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วทันใจ รวมถึงแอพพลิเคชันที่ให้ผู้บริโภคศึกษาข้อมูลได้ อีกทั้งยังสามารถออกแบบได้ด้วยว่าต้องการให้บิ๊กไบค์ของตนเป็นแบบไหน ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งหนึ่งที่ทำได้ดี
ยามาฮ่าเน้นสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูเข้มแข็ง strong และมุ่งยกระดับแบรนด์ให้เทียบเท่าแบรนด์ยุโรปอย่าง BMW, DUCATI ให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะที่อีกกลยุทธ์ที่ใช้อย่างต่อเนื่องคือ อีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง โดยจัดคอนเสิร์ตเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มผู้ชายอายุ 20-35 ปีที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง รักอิสระ
สรุปได้ว่ากลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของยามาฮ่าประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. สร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ภายใต้แบรนด์แคมเปญใหญ่ “Revs Your Heart” ที่ยามาฮ่าใช้สื่อสารทั่วโลกต่อเนื่อง 3 ปี และเน้นกลยุทธ์การตลาดแบบดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่สร้างสรรค์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันทางการตลาดยุคใหม่
2. สร้างยอดขายที่มากขึ้นให้กับผู้จำหน่าย ด้วยการเพิ่มสินค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง และสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นที่กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่ตลาด
3. รักษาฐานลูกค้าด้วยบริการหลังการขาย ขยายเครือข่ายโชว์รูมยามาฮ่าสแควร์ ปรับปรุงศูนย์บริการให้มีมาตรฐานสูงขึ้น พร้อมโชว์รูมและขยายเครือข่ายอะไหล่ในพื้นที่เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าและผู้ใช้รถจักรยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาดูแบรนด์ที่สอง เครือเบทาโกร อีกหนึ่งบริษัทที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อให้หลังบ้านมีความแข็งแกร่งและเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ นั่นคือการนำพาองค์กรก้าวสู่รายได้ 1 แสนล้านบาทในสิ้นปี 2559 นี้ ซึ่งกลยุทธ์ที่เครือเบทาโกรนำมาใช้ คือ การปรับลดหน่วยการทำงานจาก 4 ส่วน เหลือเพียง 2 ส่วน คือ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และธุรกิจอาหาร เพื่อให้ธุรกิจมีความคล่องตัวที่จะเดินต่อไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น
ทิศทางการดำเนินธุรกิจอาหารของบริษัทปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย โดยปีนี้มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มไส้กรอกไขมันต่ำเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค
เบทาโกรมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในกลุ่ม Reduce, Plus และ Free ready to Eat อีกไม่ต่ำกว่า 100 รายการ ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายควบคู่ไปด้วย โดยมุ่งขยายแผงอนามัยเนื้อหมูเนื้อไก่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมกับเพิ่มการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรด ฟู้ดเซอร์วิส หรือร้านค้าทั่วไป
นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังได้มีการตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งในส่วนของสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดและลูกค้า อีกทั้งยังพัฒนาองค์กรความรู้ การให้ข้อมูลเชิงเทคนิค ตลอดจนการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารควบคู่กันไปอีกด้วย
เพราะเครือเบทาโกรมองเห็นศักยภาพของการขยายธุรกิจในประเทศว่ายังมีโอกาสให้สร้างรายได้อีกมาก แม้ว่าปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจของไทยจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่หากมีการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นในด้านของบุคลากร สินค้า ช่องทางจำหน่ายและบริการที่ดีเยี่ยม ตลาดในประเทศก็ยังถือเป็นตลาดที่ใหญ่ เนื่องจากธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละวัน
สุดท้าย แบรนด์ ข้าว 1000 ดี ที่มาพร้อมสโลแกน ข้าวไทยพันธุ์ดี ปลูกดี ผลิตดี การันตีระดับโลก เพื่อให้คนไทย อยู่ดีกินดี มาจากต้นกำเนิดของเจตนารมย์ในการสร้างกิจการเพื่อคัดสรรข้าวไทย ตั้งแต่สายพันธุ์ของไทยแท้ที่มีคุณสมบัติดี ปลอดภัย และนุ่ม หอม อร่อย สมศักดิ์ศรีของข้าวไทย สู่กระบวนการเพาะปลูกในพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ ให้ข้าวแต่ละเมล็ดมีแร่ธาตุจากผืนนาที่มีคุณค่า จากใจและมือของพี่น้องชาวนาไทยที่เปี่ยมด้วยความรักในการเพาะปลูกข้าวที่ดี เข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงานที่ได้มาตรฐาน คำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัยตามหลักสากลที่เข้มงวดในทุกขั้นตอนการผลิตสู่การบรรจุ เพื่อให้ข้าวพันดีแต่ละเมล็ดคงคุณค่าทั้งความอร่อย และคุณค่าสารอาหารจากต้นกำเนิดสู่ผู้บริโภคในทุกครัวเรือน
เกือบ 6 ปีแล้วที่ข้าวพันดีเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคคนไทย ด้วยความตั้งใจของ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด กับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง คือ บริษัท เอเชีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด (AGR) ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของไทย
และด้วยเหตุที่ตลาดข้าวในไทยมีการแข่งขันกันสูง ทำให้ ข้าวพันดี ต้องกำหนดจุดขายไปที่การผลิตข้าวคุณภาพ โดยร่วมมือกับทาง AGR ที่มีหลักคิดเดียวกับทางสิงห์ คอร์เปอร์เรชั่น คือการมุ่งมั่นผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพออกสู่ท้องตลาด แล้วพัฒนาให้การรับรู้ของผู้บริโภคกับแบรนด์ ข้าวพันดี ว่าคือ ข้าวที่ดีที่สุด ที่ผ่านการคัดสรรอย่างดีจากมืออาชีพด้านการผลิตข้าว ด้วยแนวทางนี้ จึงทำให้ ข้าวพันดี สามารถปักธงในตลาดข้าวของไทยได้อย่างทุกวันนี้
นอกจากนั้น ความสำเร็จของข้าวพันดีในวันนี้ยังมาจากการวางกลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเน้นการลงพื้นที่ทำกิจกรรม “ชงชิม” อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรุกเข้าหาผู้บริโภคทั่วไทย ให้ทุกคนได้ชิมข้าวของเราว่าอร่อย นุ่ม มีคุณภาพจริงๆ ถือว่าแบรนด์ ข้าวพันดี เป็นแบรนด์ต้นๆ ที่ออกทำกิจกรรมมากที่สุด ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,000 จุดทั่วประเทศเลยทีเดียว และการตลาดนี้ยังรุกเข้าสู่กิจกรรมการขาย ไม่ว่าจะเป็น Wholesale หรือ Retail รวมถึงร้านอาหารต่างๆ จนทุกวันนี้มีร้านอาหารไปจนถึงโรงแรม ภัตตาคารชั้นนำ ใช้ข้าวพันดีอยู่มากมาย
สุดท้ายขอฝากไว้ว่า ความสำเร็จ ‘วิธีการ’ ก็สำคัญ ‘ทิศทาง’ ยิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ‘หัวใจ’ ที่ปรารถนาความสำเร็จ

READ MORE

READ MORE

สู่ยุค THAILAND 4.0 ต้องปฏิวัติการบริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล
สวัสดีครับ ฉบับนี้เรามาคุยกันเรื่อง Thailand 4.0 กันต่อ เชื่อว่าหลายท่านคงจะเข้าใจถึงแนวความคิด ที่มาที่ไปของ Thailand 4.0 กันแล้ว วันนี้เราจะมาดูกันว่าสิ่งที่ควรทำต่อจากนี้ไปมีอะไรบ้าง เพื่อพัฒนาธุรกิจให้เติบโตเท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของยุคดิจิทัล โดยเรื่องที่จะแบ่งปันในวันนี้ก็คือ การปฏิวัติการให้บริการลูกค้าด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะรอช้าไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว เรียกว่าต้องทำทันที เพราะแค่เราหยุดหนึ่งก้าว คนอื่นเขาก็วิ่งแซงเราไปหลายก้าวแล้ว

ถ้าพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคดิจิทัล ต้องฟังแนวคิดจากท่านนี้ครับ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมาก ขออนุญาตนำสิ่งที่ท่านบอกเล่าเอาไว้มาเผยแพร่ให้ได้รับทราบไปพร้อมๆ กัน

เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้รูปแบบธุรกิจที่มีอยู่เกิดความต่อเนื่องมากขึ้น หรือเกิดเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ (New business model) ทำให้ธุรกิจที่แตกต่างกันสามารถเชื่อมถึงกันได้หมด ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านข้อมูลและเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองการสื่อสารสองทาง และ Real time ให้แก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมด้านดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพจะทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนในการให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกันก็สามารถเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า และสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ โดยนวัตกรรมด้านดิจิทัลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา และทำให้องค์กรต่างๆ เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนากลยุทธ์ของบริษัทเพื่อให้สามารถรักษาตำแหน่งทางการตลาดไว้ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัล

คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยจะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำธุรกรรม การเช่าภาพยนตร์ ตลอดจนการเรียกใช้บริการแท็กซี่ นอกจากนี้ ผู้นำทางธุรกิจทุกอุตสาหกรรมยังต้องตระหนักด้วยว่าการใช้กลยุทธ์ดิจิทัล (Digital Strategy) เพื่อดำเนินการภายในบริษัทจะต้องพบกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดิจิทัลแบบครบวงจร มีความซับซ้อนทั้งในการพัฒนาและการปฏิบัติ แต่อุปสรรคขององค์กรในธุรกิจต่างๆ ที่พบได้บ่อยๆ เช่น การมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลายและเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่ทำให้ยากต่อการดำเนินงาน และส่งผลกระทบต่อความรวดเร็วในการนำกลยุทธ์ใหม่ๆ มาปรับใช้ เพราะเทคโนโลยีเก่าที่ใช้อยู่ รวมทั้งบุคลากรไม่พร้อมที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานรูปแบบใหม่

ความท้าทายที่เกิดจากการปฏิวัติดิจิทัลจะก่อให้เกิดโอกาสที่สำคัญ โดยบริษัทจะต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดีขึ้น และสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับลูกค้าไว้ ในขณะที่จะต้องขับเคลื่อนการทำงานที่มีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเป็นเวลานาน ซึ่งจะต้องปรับกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจ เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาด

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวในการปรับตัวเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ถือเป็นความเสี่ยงของธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยผู้ให้บริการที่สามารถแยกประเภทการให้บริการลูกค้าที่มีความแตกต่างกันได้ มีการดำเนินการและมีกลยุทธ์ดิจิทัลที่ยืดหยุ่น จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคู่แข่ง และสามารถลดต้นทุนในการให้บริการลูกค้า สามารถเพิ่มระดับความพึงพอใจ และรักษาลูกค้าไว้ได้

ประสบการณ์ทางดิจิทัลที่แตกต่างกันของลูกค้าก็เป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทจะต้องให้ความสนใจ ลูกค้าที่มีการใช้งานออนไลน์เป็นประจำ มักจะสามารถติดต่อกับฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ทางช่องทางออนไลน์ (เว็บไซต์, mobile application เป็นต้น) ได้ด้วยตนเอง ซึ่งลูกค้าเหล่านี้มีความคาดหวังว่าประสบการณ์ทางด้านดิจิทัลที่ดีของผู้ให้บริการจะสามารถตอบคำถามลูกค้าได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

หากผู้ให้บริการล้มเหลวในการให้บริการออนไลน์แก่ลูกค้าจะทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ไม่สามารถตอบคำถามลูกค้า หรือลูกค้าอาจรู้สึกถึงความยุ่งยากซับซ้อนในการดำเนินการ ส่งผลให้ลูกค้าไม่อยากใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ และเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นแทน ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการมีต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น ช่องทางโทรศัพท์ หรือการอีเมลไปยัง call center

ทั้งนี้ สาเหตุที่ลูกค้าไม่นิยมใช้ช่องทางออนไลน์ ส่วนใหญ่แล้วเนื่องมาจากผู้ให้บริการไม่มีข้อมูลที่ลูกค้าต้องการ ใช้ภาษาที่ไม่ชัดเจน มีขั้นตอนที่ลูกค้าจะต้องดำเนินการในออนไลน์มากเกินไป หรือการใช้งานยุ่งยาก เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ลูกค้าไม่สามารถดำเนินการบนออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

หากนำเครื่องมือดิจิทัลมาใช้ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าจะทำให้เกิดประโยชน์มาก โดยเครื่องมือดิจิทัลที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองลูกค้า และยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขาย เนื่องจาก 1) สามารถบอกสิทธิประโยชน์ของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความซับซ้อนให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้น 2) สามารถปรับปรุงกระบวนการขายให้มีความกระชับ 3) เครื่องมือดิจิทัลทำให้การดำเนินการทางธุรกิจมีความรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย และมีความผิดพลาดน้อยลง

ปัจจุบัน บริษัทด้านเทคโนโลยี ร้านค้าปลีกออนไลน์ และผู้ให้บริการด้านการเงิน ได้นำแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมและประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่มุ่งเน้นความเป็นมิตรต่อลูกค้า ลูกค้าที่มีประสบการณ์ด้านดิจิทัลที่ต่างกันก็สามารถใช้งานได้ โดยลูกค้าส่วนใหญ่คาดหวังว่าการใช้งานออนไลน์ของผู้ให้บริการประกันภัยจะต้องใช้งานง่ายและกระชับ เหมือนเว็บไซต์และ mobile application อื่นทั่วๆ ไป

หนึ่งในแนวทางของนวัตกรรมด้านดิจิทัล คือ การออกแบบให้สามารถตอบสนองผ่าน user interfaces ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามรูปแบบของหน้าจออุปกรณ์ที่ใช้ ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของประสบการณ์ผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย และบริษัทให้ความสำคัญต่อเนื้อหาและบริการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ตัวอย่างเช่น ในธุรกิจประกันภัย ผู้ใช้งานสามารถดูค่าใช้จ่ายหรือค่าเบี้ยประกันผ่านสมาร์ทโฟน หรือจะดูข้อมูลดังกล่าวในเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความสามารถในการตอบสนองลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย ก็จะช่วยจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ไม่เหมือนในอดีตครับ การปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานออนไลน์ในปัจจุบันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งหมด หลายองค์กรพบว่าขั้นตอนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดคือความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าเข้าใช้งานบ่อยที่สุด และสามารถให้ข้อมูลที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้การออกแบบรูปแบบการนำเสนอที่ดีจะทำให้เกิดประสบการณ์ออนไลน์ที่คล่องตัวมากขึ้นอีกทางหนึ่ง เช่น แบบตัวอักษรที่อ่านง่าย ใช้ภาษาที่ชัดเจน มีการจัดวางรูปแบบที่ดี มีความสะดวกในการใช้งาน เป็นต้น

เห็นหรือยังครับว่า การปฏิวัติการบริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงเลย ลงมือทำเถอะครับ ก่อนที่จะไม่มีที่ยืนในเส้นทางธุรกิจอันเชี่ยวกรากนี้ สู้ๆ นะครับ!

READ MORE

READ MORE

ถอดรหัส 8 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ
สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่าน ขอต้อนรับสู่ปี 2560 ปีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ที่ชาวไทยทุกคนจะพร้อมใจกันก้าวเดินต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างชาติไทยให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืนสืบไป อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

เปิดศักราชใหม่แบบนี้ ถือเป็นฤกษ์ดีมีชัย เป็นการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิต เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมีหลักชัยนำทาง วันนี้ผมจึงนำเรื่องราวดี ๆ มาฝากให้ท่านนักการตลาดทั้งหลายได้นำไปขบคิดพิจารณา ปรับใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกใบนี้

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้สนทนากับเทรนเนอร์โรมมี่ หรือ คุณวิชัย กำบีร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารบริษัท Ultimate Success Partners จำกัด หรือ USP Thailand ผู้นำเข้าสัมมนาระดับเวิลด์คลาสสู่เมืองไทย นอกจากนี้ เทรนเนอร์โรมมี่ยังเป็นศิษย์เอกของ แบลร์ ซิงเกอร์ สุดยอดเทรนเนอร์ระดับตำนานของโลก ที่ได้รับการรับรองโดยตรงจากสถาบันอบรม Blair Singer Training Academy ให้เป็นผู้ฝึกสอนเผยแพร่หลักสูตรของแบลร์ซิงเกอร์ได้ทั่วโลกเป็นคนแรกของไทย

เทรนเนอร์โรมมี่ ได้เล่าเทคนิคการทำตลาดในปี 2560 ถอดรหัสกลยุทธ์การขายที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และนักขาย มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยมีกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่ทุกท่านสามารถทำได้ มีดังนี้ครับ

1.) กำจัดเสียงในหัว พร้อมสู้ทุกสถานการณ์ เคยไหมที่วางแผนจะทำอะไรแล้วมี “เสียงในหัว” เป็นตัวขัดขวางความสำเร็จ เสียงในหัวก็คือ “การพูดในใจ” นั่นเอง ซึ่งมีอยู่แค่สองด้าน ระหว่างด้านที่คอยบอกคุณว่าคุณทำได้ หรืออีกด้านที่คอยหาข้อแก้ตัวให้คุณขี้เกียจไปวัน ๆ เคล็ดลับง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณกำจัดเสียงในหัว คือ การรู้เท่าทัน ตั้งเป้าหมาย วางแผนสิ่งที่จะทำไว้ล่วงหน้า เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง และรู้เทคนิคการบริหารเสียงในหัวของคุณได้ นั่นก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกแล้ว

2.) ดึงดูดพันธมิตรที่พร้อมผนึกกำลังการลงทุน เป็นเรื่องง่ายที่จะมีพันธมิตรทางธุรกิจดี ๆ เพียงแค่คุณทำธุรกิจแบบมีจรรยาบรรณไปพร้อม ๆ กับการช่วยเหลือแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรหรือธุรกิจ จะเป็นต้นทุนสำคัญที่ช่วยดึงดูดพันธมิตรทางธุรกิจให้เข้ามาร่วมผนึกกำลัง ร่วมกันสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ควบคู่กับสร้างสิ่งดีงามให้สังคม

3.) การเพิ่มรายได้ 3 เท่า ด้วยการเปลี่ยนตัวเลขตัวเดียว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงแค่ลองย้อนกลับมาดูผลลัพธ์การขายในครั้งแรก แน่นอนว่าผลลัพธ์ได้น้อยกว่าเป้าหมายที่คาดไว้แน่นอน เพียงแค่พลิกมุมมอง ใช้ประโยชน์และมองหาโอกาสจากจำนวนตัวเลขที่น้อยนิด ลองหาจุดบกพร่องแล้วแก้ไขให้ตรงจุด ปรับกลยุทธ์และสร้างโอกาสต่อยอด จะทำให้คุณเพิ่มยอดขายได้ถึง 3 เท่า

4.) สร้างพลังความเชื่อมั่นในตัวเองที่ดีที่สุด คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำเร็จเล็กๆ น้อย ๆ โดยมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ และมักโฟกัสที่ความผิดพลาด ส่งผลให้ตัวเองรู้สึกด้อยค่า วิธีการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีที่สุดคือการพลิกมุมมอง ฉลองชัยชนะให้กับความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ และค่อย ๆ เก็บสะสมคะแนนแห่งความสำเร็จ จนรู้สึกเชื่อมั่นและมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรค ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ คุณจะผ่านไปได้แน่นอน

5.) เปลี่ยนจาก “ไม่” เป็น “ใช่” รับมือคำปฏิเสธ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ทุกคนจึงกลัวการถูกปฏิเสธและการถูกแบ่งแยกออกจากสังคม เมื่อเกิดความคิดเช่นนี้ ย่อมเป็นอุปสรรคของความสำเร็จ เทคนิคง่าย ๆ ที่จะทำให้ทุกคนรับมือกับคำปฏิเสธ คือการเพิ่มทางเลือกให้กับชีวิต โดยการสร้างทางเลือกหลาย ๆ ทางเป็นทางออกไว้ล่วงหน้า เมื่อทางเลือกแรกถูกปฏิเสธ ทางเลือกต่อไปที่เตรียมมาจะช่วยให้คุณรับมือกับคำปฏิเสธนั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

6.) สร้างเสน่ห์ดึงดูดทั้งงานและเงิน หาสิ่งที่ชื่นชอบหรือสิ่งที่ถนัด และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ เมื่อคุณเก่งในเรื่องนั้นจนรู้สึกมีความมั่นใจ แล้วเสน่ห์ในตัวคุณก็จะเกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ในธุรกิจก็เช่นกัน เมื่อธุรกิจของคุณสามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่ทำอยู่จริง เพียงเท่านี้ก็จะมีแรงดึงดูดให้ผู้คนมายืนต่อแถวเรียงรายเพื่อที่จะทำธุรกิจกับคุณ

7.) นำเสนอให้เจ๋งแบบผู้นำระดับโลก การนำเสนอ “จิตวิญญาณ” เข้าถึงความต้องการในจิตใต้สำนึกของผู้บริโภค ช่วยให้ทุกการนำเสนอไม่จำเป็นต้องนำเสนอสิ่งที่เราอยากพูด หรือมุ่งเน้นแต่การขายสินค้าอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่นักขายควรมองให้ออกและตีโจทย์ให้แตกว่าผู้บริโภคมีปัญหาอะไร มีความต้องการอะไร แล้วนำเสนอสิ่งนั้น รับรองว่าเพียงคุณพูดแค่ไม่กี่คำ ก็สามารถทำเงินได้ทะลุเป้าแน่นอน

8.) สร้างทีมให้เป็นแชมเปี้ยน การร่วมมือร่วมใจของทีมมีส่วนสำคัญทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่การสร้างทีมให้เป็นผู้ชนะไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นหากอยากสร้างทีมงานของคุณให้เป็นแชมป์ สิ่งสำคัญคือต้องมีเป้าหมายของทีมที่ชัดเจน โดยต้องอยู่ภายใต้ “กฎ” ประจำทีม ซึ่งสมาชิกทุกคนในทีมสามารถยอมรับในกฎนั้นได้ และพร้อมจะปฏิบัติตามอย่างไม่มีข้อแม้ เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและจุดไฟในตัวของสมาชิกในทีมให้ลุกโชนมีพลังพร้อมพุ่งชนทุกอุปสรรค

เคล็ดลับ 8 ข้อ ข้างต้นเป็นเพียงเรื่องง่าย ๆ แต่นักธุรกิจส่วนใหญ่มักมองข้ามไป เพราะอาจจะเห็นว่าไม่สำคัญ แต่ในทางกลับกัน เคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นแรงผลักสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณยืนอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ในปี 2560 ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับทีมของคุณ แล้วจะพบกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แน่นอนครับ

READ MORE